บทความ

บทความ "อาหารสําหรับทารกที่มีวัตถุประสงค์พิเศษหรืออาหารทางการแพทย์"

อาหารเป็นปัจจัยสําคัญในการดํารงชีวิตของมนุษย์ ความต้องการสารอาหารมีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงอายุ โดยช่วงวัยทารกมีนมเป็นอาหารหลัก นมแม่ถือเป็นอาหารที่สําคัญสําหรับทารก เนื่องจากมีสารอาหารครบถ้วน มีภูมิคุ้มกันที่เหมาะสมกับทารก และส่งผลดีต่อสุขภาพระยะยาว เมื่อทารกอายุมากกว่า 6 เดือน ทารกจะมีความต้องการสารอาหารมากขึ้น ทําให้ต้องรับอาหารตามวัยที่เหมาะสมควบคู่ไปกับนมแม่ ในวัยเด็กอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป อาหารหลัก 3 มื้อ นมระหว่างมื้อ และอาหารว่าง มีบทบาทสําคัญที่จะทําให้เด็กมีการเจริญเติบโตสมวัย ซึ่งจะเห็นว่านมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาหาร 5 หมู่ นอกจากช่วงอายุแล้ว ควา

บทความ "ความสัมพันธ์ของการให้อาหารทารกและเด็กเล็กกับการเติบโตด้านส่วนสูงของเด็ก"

ข้อปฏิบัติการให้อาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของทารกและเด็กเล็กของประเทศไทยแนะนำให้นมแม่อย่างเดียวตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือนโดยไม่ต้องให้อาหารอื่นแม้แต่น้ำ เริ่มให้อาหารตามวัย (complementary foods) เมื่ออายุ 6 เดือนควบคู่ไปกับนมแม่ ถ้าการเจริญเติบโตมีแนวโน้มลดลงหรือไม่สามารถให้นมแม่ได้อย่างเต็มที่อาจเริ่มให้อาหารตามวัยก่อน 6 เดือนได้แต่ไม่ก่อนอายุครบ 4 เดือน เพิ่มจำนวนมื้ออาหารตามวัยที่มีคุณภาพและครบ 5 หมู่จนครบ 3 มื้อเมื่อเด็กอายุ 10-12 เดือน เมื่อเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป ควรให้อาหารมื้อหลัก 3 มื้อและอาหารว่างไม่เกิน 2 มื้อต่อวัน โดยให้อาหารครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย

วีดิทัศน์ "คำแนะนำอาหารทารกและเด็กเล็ก"

เชิญท่านชมวีดิทัศน์เรื่อง "คำแนะนำอาหารทารกและเด็กเล็ก" จัดทำโดยโครงการการพัฒนารูปแบบของคลินิกเด็กสุขภาพดีเพื่อส่งเสริมภาวะโภชนาการและป้องกันโรคอ้วนในเด็ก โดยความร่วมมือของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ชมรมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทย และเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 

แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแล โรคแพ้โปรตีนนมวัว (Cow Milk Protein Allergy)

เชิญ download "แนวทางเวชปฏิบัติ การดูแล โรคแพ้โปรตีนนมวัว" (Cow Milk Protein Allergy)

บรรณาธิการ บุษบา วิวัฒน์เวคิน อุมาพร สุทัศน์วรวุฒิ สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์

แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและรักษาโรคอ้วนในเด็กพ.ศ. 2557

แนวทางเวชปฏิบัติ "การป้องกันและรักษาโรคอ้วนในเด็ก พ.ศ. 2557" จัดทำโดยกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอนุสาขากุมารเวชศาสตร์โภชนาการ และสนับสนุนโดยชมรมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทยและราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย

เชิญ download ได้ที่นี่

เปปไทด์จากถั่วเหลือง

บทความเรื่อง soy peptide ที่อาจารย์ พ.อ. นพ.เรืองวิทย์ ตันติแพทยางกูร คณะกรรมการชมรมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทยให้สัมภาษณ์ลงในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ปัจจุบันเครื่องดื่มบำรุงสมอง “เปปไทด์จากถั่วเหลือง” หรือ “ซอย เปปไทด์” กำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักเรียนนักศึกษา วัยทำงาน ซึ่งดื่มเพื่อหวังผลเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง และสรรพคุณด้านอื่น ๆอีก แต่ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ พ.อ. นพ.เรืองวิทย์ ตันติแพทยางกูร กุมารแพทย์ หัวหน้าหน่วยโภชนาการ กองกุมารเวชกรรม รพ.พระมงกุฎเกล้า ได้นำเสนอเรื่องนี้ในการประชุมวิชาการโภชนาการแห่งชาติ ครั้งที่ 5 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 ก.ย. ที่ผ่านมา

ปัญหาการให้อาหาร (เสริม) ในเด็ก

ปัญหาการให้อาหารในการเลี้ยงดูทารกและเด็ก มักเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองส่วนมากให้ความสนใจอยู่เสมอ คำถามต่างๆที่นำมาเขียนในบทความนี้ส่วนหนึ่งมาจากคำถามที่ผู้ปกครองถามใน www.childrenhospital.go.th ซึ่งเป็น website ของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และจากประสบการณ์ของกุมารแพทย์ในเวชปฏิบัติ การรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องมีความจำเป็นและสำคัญต่อการตอบคำถาม จึงพยายามค้นหาข้อมูลจากคำถามดังกล่าว เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับกุมารแพทย์และบุคลากรทางสาธารณสุขนำไปใช้เป็นประโยชน์ต่อไป การให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่ผู้ปกครอง มีความสำคัญต่อการดูแลทารกและเด็กอย่างเหมาะสม เพื่อให้เด็กไทยมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการสมวัย รวมทั้งการมีภาวะโภชนาการที่ปกติและมีสุขภาพที่ดี คำถามที่ผู้ปกครองมักถามในเรื่องของอาหารที่จะให้เด็ก มีดังต่อไปนี้

โรคอ้วนในเด็ก : การป้องกันและรักษา

โรคอ้วนในเด็กเป็นปัญหาที่สำคัญของโลกเนื่องจากมีความชุกทั่วโลกเพิ่มขึ้น 3 เท่าภายในระยะ 20-30 ปีที่ผ่านมาทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา1 สำหรับประเทศไทยจากการสำรวจพบว่าเด็กก่อนวัยเรียนเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.8 ในปี พ.ศ. 2539-2540 เป็นร้อยละ 7.9 ในปี พ.ศ. 2544 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 36 ในขณะที่เด็กวัยเรียนอายุ 6-13 ปี เป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.8 ในปี พ.ศ. 2539-2540 เป็นร้อยละ 6.7 ในปี พ.ศ. 2544 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.5 ในระยะเวลา 5 ปี2 จากการศึกษาของ National Health and Nutrition Examination Survey (NHANES III) ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าร้อยละ 10-20 ของทารกที่อ้วนจะยังคงอ้วนในวัยเด็ก ร้อยละ 40 ของเด็กอ้วนจะยังคงอ้วนในวัยรุ่นและร้อยละ 75-80 ของวัยรุ่นที่อ้วนจะยังคงอ้วนเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่3 มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน นิ่วในถุงน้ำดี และมะเร็งบางชนิด4 และมีอัตราตายด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าประชากรทั่วไป5-7 จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเริ่มดำเนินการป้องกันและรักษาโรคอ้วนตั้งแต่วัยเด็กเพื่อมิให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนและลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคและอัตราตายของโรคดังกล่าว